ฝึกไท้เก๊กอย่างไรให้ได้ผลดี

การร่ายรำไท้เก๊ก (  ไท่ชิ - Tai Ch i - 太极  )  รำอย่างไรให้ได้ผลดี  คำถามเหล่านี้มักจะผุดขึ้นมาอยู่เสมอสำหรับผู้นิยมชมชอบในไท้เก๊ก

ผู้อาวุโสในวงการไท้เก๊กท่านหนึ่งของประเทศจีนด้ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆและเฝ้าดูการออกกลังกายไท้เก๊ก ในสวนสาธารณะในหลาย ๆ แห่ง     ท่านสรุปได้ว่า การร่ายรำไท้เก๊ก นั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1 ท้เก๊ก แบบ exercise ( 太极操 )     เป็นลักษณะการร่ายรำไท้เก๊ก  เลียนแบบท่ารำกระบวนท่าต่างๆ  โดยใช้แรงจากกล้ามเนื้อต่าง ๆ       เนื่องจาก  ไท้เก๊กเป็นเรื่องลึกซึ้ง    ถ้าไม่ รู้จริง ก็ยากที่จะเข้าถึงไท้เก๊ก         ซึงไท้เก๊กต้องใช้  จิต สมาธิ  ไปขับเคลื่อนลมปราณ   แล้วจึงให้ไปขับเคลื่อนร่างกาย  ผู้ฝึกไท้เก๊กที่เข้าไม่ถึงไท้เก๊ก   จึงมักใช้แรงจากกล้ามเนื้อ  หรือแรงภายนอกเป็นหลักในการขับเคลื่อนกระบวนท่าต่าง ๆ    เช่น  เวลารำก็ใช้แรงจากมือ ศอก และ ไหล่ วาดรำออกไป      อาจารย์ไท้เก๊ก กล่าวว่า ห้ามใช้มือไปรำมวย   ถ้าท่านใช้มือรำมวย มิอาจเรียกว่าท่านกำลังฝึกมวยไท้เก๊ก  ต้องเรียกว่าระบำไท้เก๊กแล้ว  

2 ไท้เก๊กแบบเน้นลีลา      เป็นการร่ายรำไท้เก๊ก   ที่มุ่งเน้นไปที่ การเลียนแบบท่าทางร่ายรำให้เหมือน  และให้สวยงาม ดั่งเช่นการฟ้อนรำแบบนาฏศิลป์     ซึ่งเมื่อดูผิวเผินก็ดูงดงาม แต่เมื่อดูให้ลึกลงไปในรายละเอียด   ก็จะห็นการใช้แรงจากภายนอก หรือ แรงจากกล้ามเนื้อในการขับเคลื่อนกระบวนท่า    มิได้ใช้ความรู้สึกของการใช้แรงจากสมาธิ และ  พลังลมปราณ  ในการขับเคลื่อนร่างกาย 

3 ท้เก๊กแบบเข้าถึง ไท่จี๋ฉวน(太极拳)  

- เป็นการร่ายรำไท้เก๊กแบบเข้าถึงและเป็นธรรมชาติ        เป็นการ ใช้สมาธิขั้นสูง ในการฝึกปรือ    จิต        ซึ่งร่างกายต้องผ่อนคลายทั่วทุกส่วน มิได้มีการเกร็งในส่วนใด ๆ ของร่างกาย     และมิได้ใช้แรงจากกล้ามเนื้อ หรือแรงภายนอกโดยสิ้นเชิง       

 - จิต ตามรู้ถึงความรู้สึกที่ละเอียด ของ ข้อต่อและไขข้อ ทุกส่วน ของร่างกาย          

  - การเคลื่อนไหวใช้ความรู้สึก จาก ตันเถียน ไปควบคุม การขับเคลื่อนพลังลมปราณ   จากเท้าสู่เอว และส่งต่อไปตามแขน  ขา  และส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตามที่ต้องการ      โดยลมปราณจะโคจรหมุนเวียนแทรกซึมไปตามส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย     

- รู้สึกถึงพลังภายใน ในการขับเคลื่อนลมปราณให้โคจรไหลเวียนไปทั่วร่าง     รู้สึกถึงพลังลมปราณไหลกระจายท่วมล้นทั่วทุกส่วน จนถึงปลายนิ้ว         

 

                      การออกกำลังกายไท้เก๊ก ทั้ง 3 ประเภท ต่างก็มีประโยชน์     เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็มีผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น                 แต่จะได้ผลดีอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อร่างกาย แล้ว  ต้องรำแบบมีลมปราณหล่อเลี้ยงสุขภาพ    คือ  ไท้เก๊กแบบเข้าถึง ไท่จี๋ฉวน   (太极拳)          ซึ่งร่างกายจะได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุง จากพลังลมปราณที่ไหลหมุนเวียนไปบำรุงเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย     แต่การที่จะให้ได้ถึงขั้นนี้    ผู้ฝึกไท้เก๊ก ก็ต้อง ผ่านการฝึกฝนจากขั้นแบบที่ 1 มาก่อน    เพราะอย่างน้อยจะต้องเข้าใจในความหมายของกระบวนท่าต่าง ๆ ให้ถูกต้องเสียก่อน         เมื่อเชี่ยวชาญในกระบวนท่าแล้ว  จึงพัฒนาความรู้สึก และสมาธิให้ก้าวหน้าขึ้น

 

                        การร่ายรำไท้เก๊กนั้น มีผู้กล่าวกันว่า  ใน 3 5 ปีแรก ของการฝึก   ไม่ว่าจะรำกระบวนท่าได้คล่องแคล่วสวยงามเพียงใด     แต่ถ้ายังคงใช้แรงจากกล้ามเนื้อเป็นหลัก       ก็ถือว่ายังไม่ได้เข้าสู่ประตูไท้เก๊กอย่างแท้จริง          แค่จัดอยู่ในขั้น ที่พอจะรู้จักไท้เก๊กอย่างผิวเผินเท่านั้น    ยังไม่ได้มีรสชาติของไท้เก๊กเลย      คำกล่าวนี้ ไม่ได้เป็นคำกล่าวที่แรงเชือดเฉือนความรู้สึก      แต่เป็นความจริง        ปราชญ์ปรมาจารย์ไท้เก๊ก จึงมีคำกล่าวว่า การจะฝึกไท้เก๊กให้ได้ดีนั้น     ต้องถ่อมตน   และหมั่นศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ และฝึกฝนอยู่เสมอ       จึงจะเกิดความก้าวหน้า             

                         การที่จะฝึกถึงขั้นก้าวข้ามประตูสู่ไท้เก๊กนั้น   ต้องอาศัยความรู้สึกและสมาธิ    ในการ ฝึกให้เกิดพลังปราณขับเคลื่อนหมุนเวียนไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย      จึงจะเรียกได้ว่ารำ แบบมีรสชาติของไท้เก๊ก และเป็นธรรมชาติ     ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมายนานัปการ  

                 การฝึกสมาธิทั่ว ๆ ไป   อย่างเช่น การฝึกเดินจงกลม   สมาธิจะอยู่ที่ เพียงแค่ฝ่าเท้า      

                          แต่การฝึกไท้เก๊ก  เป็นการฝึกการรับรู้ในทั่วทุกส่วนของร่างกาย   ฝึกการผ่อนคลายและปล่อยวางในส่วนของข้อต่อ ทุก ๆ ข้อต่อ   ไท้เก๊กเป็นการรับรู้มีสติในถ้วนทั่วทุกส่วนของร่างกาย            ไท้เก๊ก จึงเป็นการฝึกสมาธิขั้นสูง

                

                       เคล็ดในการฝึกไท้เก๊กให้ได้ผลดี

               ปัจจุบันนี้ มีผู้สนใจค้นคว้ามวยไท้เก๊ก เพิ่มขึ้น       นับว่าเป็นเรื่องดีของวงการไท้เก๊ก    หากได้ศึกษาค้นคว้ามาถูกทาง  อนาคตย่อมมีความก้าวหน้า    แต่เท่าที่ได้เฝ้าสังเกต คนที่ฝึกมวยไท้เก๊ก แล้วแบ่งออกได้เป็น 2 พวก คือ  พวกหนึ่ง  คือ มีพรสวรรค์ มีความจำดี เข้าใจเร็ว แต่น่าเสียดายที่   พอได้ถึงจุดหนึ่ง มีความสำเร็จเล็กน้อย  ก็พอใจเพียงนั้น   หยุดการฝึกฝน  จึงไม่ได้พัฒนาตนเองไปสู่จุดสูงสุดได้

กับอีกพวกหนึ่ง คือ ใจร้อน อยากเป็นเร็ว ๆ เรียนรู้อย่างลวก ๆ  บ้างก็เรียนรู้กระบวนท่า ลวก ๆ ด้วยตนเองจากซีดี   โดยไม่มีผู้อธิบายความหมายให้เข้าใจ ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเรียนรู้ได้ทั้งมวย กระบี่ พัด  ฯลฯ โดยไม่ได้มีความรู้อย่างลึกซึ้ง    ซึ่งเมื่อตรวจสอบดูแล้ว  ก็พบข้อผิดพลาดมากมาย เช่น การเคลื่อนไหว   การทรงตัวไม่ได้ศูนย์ บนล่าง ในนอก ไม่ประสาน ผิดทิศทาง  แข็งเกร็ง  ช้แรงนอก แบบมวยกังฟู  (ซึงการใช้แรงนอก แบบมวยกังฟู จะไม่มีวันเข้าถึงมวยไท้เก๊ก และเข้าไม่ถึงพลังลมปราณแบบไท้เก๊ก (ฉันซือจิ้ง)  )  และความเข้าใจในแต่ละท่า ไม่ถูกต้อง  ซึ่งเมื่อจะมาแก้ไขกันแล้ว ก็ต้องแก้ไขกันทุกท่วงท่า   และยิ่งไปกว่านั้น  พอแก้ไขไปไม่นาน ก็ลืม กลับมารำผิดอีก   จึงมีคำกล่าวว่า " เรียนมวยง่าย   แก้มวยยาก "     ซึ่งหากคนเหล่านี้สอนสิ่งที่ผิดเพี้ยน  ในสิ่งที่ตนเองเข้าใจผิดหรือไม่มีความเข้าใจไปสอนถ่ายทอด ให้กับคนรุ่นหลัง ๆ ต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดีต่อวงการไท้เก๊ก      จึงขอนำสิ่งที่อาจารย์ไท้เก๊กได้ให้หลักไว้ สำหรับในการฝึกมวยไท้เก๊ก ให้ได้ผลดี  คือ

เคล็ด 10 ประการของมวยไท้เก๊ก

                       1  ศีรษะตั้งตรงแขวนลอย   ( 靈頂勁  ซวีหลิงติ่งจิ้ง )   คือ   ศีรษะ  ลำคอตั้งตรง   ยึดดึงกระดูกคอขึ้นเบา ๆ    ส่งจิตแล่นขึ้นบนกระหม่อม     หน้ามองตรง   ม่เอียงซ้าย ขวา    ไม่ก้ม เงย      คอไม่เกร็ง        ดวงตาเป็นตัวกำหนดทิศทาง    ศีรษะหรือหน้าเคลื่อนไหวตาม    ศีรษะตั้งตรงเสมอ อยู่บนแกนกระดูกสันหลัง           ทำให้ศูนย์ถ่วง  น้ำหนักทิ้งจมลงสู่พื้นดิน     ทำให้ช่วงฐานล่าง หรือ ขา แน่นและมั่นคง      ช่วงบนเบาคล่อง การเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว      ชี่ และเลือดลมเดินคล่องเป็นธรรมชาติ    ช่วยรักษาความสมดุลของร่างกาย

 

               2  เก็บทรวงอกยืดแผ่นหลัง   (含胸拔背 หันเซวองป๋าเป้ย )       การเก็บทรวงอก คือ  ทรวงอกงุ้มเข้าเล็กน้อย    ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหน้าอก   ทำให้ ชี่  จมลงสู่ ตันเถียน      อย่าเบ่ง ยืด หรือ หงายทรวงอก ขึ้นเป็นอันขาด         เพราะจำทำให้ ชี่  มากัก  บีบอัดอยู่บริเวณหน้าอก      ทำให้ร่างกายส่วนบนหนัก ส่วนล่างเบา     เมื่อยกเท้าขึ้นเตะ   ส้นเท้าลอยขึ้นง่าย  ร่างกายเบาลอย ซวนเซได้ง่าย ไม่มั่นคง           การยืดแผ่นหลัง    คือ การที่ชี่  แล่นแนบติดกระดูกสันหลัง     ถ้าสามารถเก็บทรวงอกได้     ก็จะยืดแผ่นหลังได้โดยธรรมชาติ การยืดแผ่นหลังได้   จะทำให้สามารถส่งพลังออกจากหลังได้    สามารถใช้พลังปราบคู่ต่อสู้ได้

 

 

                       3 ผ่อนคลายเอว  (  鬆腰  ซงเยียว )     ารเคลื่อนไหวในส่วนต่างๆ ของร่างกาย     ต้องอาศัยเอวเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน     เอวเปรียบเหมือนกับ เพลา ของรถยนต์  ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนส่งถ่ายพลังให้กับรถให้เคลื่อนไหว         ขณะที่ข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายเปรียบเหมือนเฟือง     ซึ่งพร้อมจะเคลื่อนไหวไปตามการบัญชาของเพลา      เอวจึงเป็นจุดบัญชาการของร่างกาย     การผ่อนคลายเอว ทำให้สองเท้ามีพลัง   ช่วงล่างมั่นคง

 

                         4 การแบ่งแยก เต็ม ว่าง   (   เฟินซวีสือ )    การแบ่งเต็มและว่าง เป็นหลักสำคัญของมวยไท้เก๊ก     เช่น หากน้ำหนักของร่างกายทั้งหมดอยู่บนเท้าขวา หมายถึง  เท้าขวาเป็นหลัก คือ  เท้าขวา-เต็ม     ขาซ้าย-ว่าง         เมื่อน้ำหนักของร่างกายทั้งหมดอยู่บนขาซ้าย หมายถึง   ขาซ้าย - เต็ม  ขาขวา - ว่าง    ถ้าสามารถเข้าใจการแบ่งเต็มและว่างได้    การเคลื่อนไหวและการหมุนตัวก็จะเบาสบาย   คล่องแคล่วไม่กินแรงแม้แต่น้อย   ถ้าแบ่งแยกไม่เป็น  การก้าวเท้าก็จะหนัก  ฝืด และติดขัด  ยืนไม่มั่นคง  ถูกผลักล้มได้ง่าย

 

                5 การจมไหล่  ถ่วงศอก  (沉肩墜肘 เ ฉินเจียนจุ้ยโจ่ว )    การจมหัวไหล่ คือ  การผ่อนคลายหัวไหล่   ปล่อยให้ไหล่ลู่จมดิ่งลง      อย่าให้หัวไหล่มีการยกขึ้น       การถ่วงศอก  คือ  การผ่อนคลายข้อศอกและให้ปลายข้อศอกคล้ายกับมีน้ำหนักถ่วงลง    ต้องระวังอย่าให้มุมศอกยกขึ้น   และไม่ให้หนีบรักแร้     โดยเฉพาะท่าที่ต้องยกแขนทั้งสองข้างเข้าหาตัว  หรือ ยกแขนขึ้น   ห้ามยกไหล่ หมุนศอก      การยกไหล่ขึ้น    จะทำให้พลังและ ชี่ ลอยตามขึ้นมา   ร่างกายจะเก็บพลังไม่อยู่   ทั่วร่างกายจะปราศจากพลัง         การที่ศอกลอยขึ้น  มีผลให้ไหล่ลดไม่ลง       พลังขาดตอน   เปรียบเหมือนมวยภายนอกเมื่อเวลาหมดกำลัง   การเคลื่อนตัวจะไม่คล่องแคล่วแผ่วเบา

 

                          6 การใช้จิตไม่ใช้แรง ( 用意不用力  ย่งอี้ปู๋ย่งลี่  )     การฝึกมวยไท้เก๊กต้องใช้สมาธิจิต  ไม่ใช้แรง      การรำไท้เก๊กต้องผ่อนคลายในทุก ๆ ส่วนของร่างกาย      ไม่ใช้แรงแม้แต่น้อยนิดในการเคลื่อนไหว       การใช้แรงจะขัดขวางการเดินของเลือดลม      การฝึกโดยไม่ใช้กำลัง    ต้องมีวินัย อดทน  เพียรพยายาม   ระยะแรกอาจต้องใช้แรงฝึกไปก่อน      แต่เมื่อฝึกนานวันจนมีความคล่องตัวสูง       ก็จะบรรลุสามารถใช้จิตสั่งได้โดยไม่ใช้แรง               เข้าถึงความเบาคล่อง     สามารถเคลื่อนไหว  หมุนและเปลี่ยนแปลงได้ดั่งใจต้องการ       การฝึกมวยไท้เก๊กเป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายที่มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง   ต้องประสานกันระหว่างร่างกายทั้งภายในและภายนอก    พลัง(ภายใน)จะก่อตัวขึ้นภายในร่างกายได้      เพราะในร่างกายของคนเรามีเส้นลมปราณอยู่ทั่วทั้งร่าง       หากร่างกายกล้ามเนื้อแข็งเกร็งขึ้น    ย่อมไปบีบรัดเส้นลมปราณทำให้เลือดลมไหวเวียนไม่คล่อง การเคลื่อนไหวก็ย่อมไม่คล่องไปด้วย       แต่หากว่าใช้จิตไม่ใช้กำลัง   จิตถึงที่ใดลมปราณย่อมถึงที่นั้นด้วย     เมื่อฝึกทุกวันลมปราณเคลื่อนไปทั่วร่างกายไม่มีหยุดไหล         ฝึกนานวันเข้า   เส้นลมปราณเกิดการเคลื่อนไหวหมุนเวียนทั่วร่าง   ไม่สะดุดหรือติดขัด      ก็จะรับรู้และบรรลุถึงกำลังภายในอันแท้จริง     คัมภีร์มวยไท้เก๊กกล่าวไว้ว่า  อ่อนสุดขีด  จากนั้นแปรเปลี่ยนเป็น แกร่งสุดขีด         ผู้ที่ฝึกมวยไท้เก๊กจนเชี่ยวชาญแล้ว   ส่วนแขนจะเหมือนดังปุยนุ่นที่หุ้มเหล็กหนักแน่นเปี่ยมไปด้วยพลังอยู่ภายใน      ถ้าฝึกมวยภายนอก เวลาใช้กำลังจะเห็นว่าใช้กำลังชัดเจน    แต่เวลาไม่ได้ใช้กำลัง  จะเห็นว่าเบาลอย  ไม่มั่นคง   ทำให้เห็นได้ว่ากำลังนั้นเป็นกำลังที่มาจากพื้นผิวภายนอกอย่างชัดเจน        การใช้กำลังแรง แต่ไม่ใช้สมาธิ   จะถูกชักนำ และถูกสลายกำลังได้ง่าย  จึงไม่ใช่พลังอันสูงสุด

 

           7 บนล่างประสานสอดคล้อง   (上下相隨 ซ่างเซี่ยเซียงสุย )     คัมภีร์ มวยไท้เก๊กกล่าวไว้ว่า

  รากฐานนั้นอยู่ที่เท้า  กำเนิดจากเท้า  บัญชาการการเคลื่อนไหวจากที่เอว    รูปลักษณ์ที่นิ้วมือจากเท้าไปยังขาสู่เอวทั้งหมดนี้ต้องให้ต่อเนื่องสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียว      มือเคลื่อนไหว , อวเคลื่อนไหว , เท้าเคลื่อนไหว    สายตาก็เคลื่อนไหวมองตาม           จึงจะถือได้ว่า บนล่างประสานสอดคล้อง    หาก มีส่วนใดส่วนหนึ่งไม่เคลื่อนไหวประสานสอดคล้องไปด้วยกัน      ก็ย่อมสับสน กระจัดกระจาย  ไม่เป็นระเบียบ   การรวมพลังก็จะไม่เป็นหนึ่งเดียว  กระจัดกระจาย  ไร้ประสิทธิภาพ

 

          8  ในนอกประสานสัมพันธ์  (外相合 เน่ยไหว้เซียงเหอ)      มวยไท้เก๊กเน้นที่การฝึกจิตและสติให้มีสมาธิ       ดังคำกล่าว สมาธิ  คือแม่ทัพใหญ่   ร่างกายคือผู้ใต้บังคับบัญชา      เมื่อมีสมาธิดีขึ้น   การเคลื่อนไหวก็เบาคล่องเป็นธรรมชาติ          การ ที่ แบ่งแยก เท้าเต็ม เท้าว่าง  ,  แบ่งแยกออก(- ไค )     และ รวมเข้า 

(   - ฮะ)            ไค  (แยก หรือ เปิด )  นั้นไม่เพียงแต่มือเท้าเปิด  สมาธิและ จิตก็ต้องเปิดด้วย          ฮะ(รวม) ไม่เพียงเฉพาะมือเท้าที่รวมเข้า     สมาธิและ จิตก็ยังต้องรวมเข้าด้วยเช่นเดียวกัน            ใน  หมายถึง  สมาธิ        นอก หมายถึง ท่วงท่าต่าง ๆ เมื่อมีการร่ายรำ     มือเท้าที่เคลื่อนแยกออก   จิตและสมาธิต้องเคลื่อนตาม    ท่วงท่า ที่เคลื่อนไหวรวบเข้า  จิตและสมาธิก็ต้องเกาะตามท่วงท่าที่รวบเข้า    เมื่อสมาธิและท่วงท่ารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน      นั่นหมายถึง  นอกและในประสานสัมพันธ์รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน     จะปราศจากช่องว่าง ช่องโหว่ หรือ จุดอ่อนต่าง ๆ อย่างสิ้นเชิง

 

            9  ต่อเนื่องไม่ขาดตอน  (相連不斷 เซียงเหลียนปู๋ต้วน)      วิชาของมวยภายนอก พลังที่ได้เป็นพลังผิวตื้น   จึง มีขึ้นมีลง    มีต่อมีขาด    เมื่อใช้แรงเก่าหมดไป  แรงใหม่ยังไม่ก่อเกิด     เป็นการง่ายอย่างมากต่อผู้อื่นที่จะเข้าโจมตี              แต่มวยไท้เก๊กใช้สมาธิจิต ไม่ใช้กำลังตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ต่อเนื่องไม่ขาดตอน    วนครบรอบก็ขึ้นต้นใหม่หมุนเวียนไม่สิ้นสุด       คัมภีร์กล่าวว่า ดุจดั่งแม่น้ำฉางเจียง  มหาสมุทร  คลื่นใหญ่ไหลเวียนไม่มีวันขาดตอน        การใช้พลังต้องต่อเนื่องเหมือนการสาวเส้นไหม ไม่ขาดตอน   เป็นเคล็ดของการใช้  ชี่ ที่มีความต่อเนื่องตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน

            10  ความสงบในความเคลื่อนไหว  (動中求靜 ต้งจงฉิวจิ้ง)    วิชามวยภายนอก ใช้การกระโดดกระโจนเป็นพลัง   มุ่งใช้แรงเต็มที่สุดกำลัง           หลังฝึกฝนเสร็จจะเหนื่อยหอบ  หายใจเร็วและแรง     ,               แต่มวยไท้เก๊กใช้สมาธิจิต ความสงบในการรับมือการโจมตี  เฝ้าตามการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้         ยามเคลื่อนไหวจึงเหมือนนิ่งสงบ       ทุก ๆ ส่วนของร่างกายจึงผ่อนคลาย   การเคลื่อนไหวเกิดจากพลังที่อยู่ภายใน    พลังจิตและลมปราณช่วยผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนของเซลต่างๆ ทั่วร่างกาย          เปรียบเหมือนเมฆที่ ลอยบนท้องฟ้า  ที่ดูเหมือนนิ่ง  แต่ภายในก้อนเมฆนั้นมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เปี่ยมล้นด้วยประจุพลังมากมาย           ดังนั้นในการฝึก  ท่วงท่ายิ่งช้ายิ่งดี    เพราะความช้าทำให้ลมหายใจยาวและลึก  เสริมพลัง ชี่ จมสู่ตันเถียน  

        ข้างต้นเป็นเคล็ด  10 ประการของมวยไท้เก๊ก        

 

 

ท่านอาจารย์ เจ้าอิ้วปิง (  趙幼斌  Zhao Yu Bin )มาสอนไท้เก๊กที่หาดใหญ่ เมื่อ ปี 2005

 ท่านอาจารย์ เจ้าอิ้วปิง ถ่ายรูปร่วมกันกับ คุณลีลาวรรณ และ คุณวิบูลย์ จารุวงศ์วัฒนา เมื่อ ปี 2005

  คุณลีลาวรรณ ,  ท่านอาจารย์ เจ้าอิ้วปิง และ คุณวิบูลย์ จารุวงศ์วัฒนา เมื่อ ปี  2012

คุณลีลาวรรณ ,  ท่านอาจารย์ เจ้าอิ้วปิง และ คุณวิบูลย์ จารุวงศ์วัฒนา เมื่อ ปี  2016

ท่านอาจารย์ เจ้าอิ้วปิง ถ่ายรูปร่วมกับสมาชิกชมรมไท้เก๊กเทศบาลนครหาดใหญ่ ณ ที่ทำการชมรมฯ เมื่อ 14 พย. 2559

นอกจากนี้ อาจารย์ไท้เก๊ก ที่เคยมาสอนที่หาดใหญ่  คือ   ท่านอาจารย์ เจ้าอิ้วปิง (  趙幼斌  Zhao Yu Bin )    ได้ถ่ายทอดไว้  อีก  เช่น  

        11  การผ่อนคลายใจและกาย (   ฟ่างซง )   จิตใจสงบนิ่ง  ปราศจากความคิดฟุ้งซ่าน   มีสมาธิที่มั่นคง   ผ่อนคลายร่างกายทั่วทุกส่วน (กระดูก  ข้อต่อ  กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น)  และจิตใจ ให้ผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ     เพื่อเสริมพลังลมปราณ (ชี่) ให้โคจรหมุนเวียนทะลุไปตามส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย     ขณะร่ายรำทุกข้อต่อของร่างกายต้องไม่ฝืน  ไม่บิดงอ    ทุกครั้งที่ใช้แรงไม่มีการเกร็งหรือเบ่งกล้ามเนื้อ   เพื่อไม่ให้มีการปิดกั้นลมปราณที่จะไหลเวียนตามเซลต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

 

        12 การทำร่างกายให้เหมือนเด็ก   เพราะลักษณะการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของเด็ก จะเป็นไปโดยธรรมชาติ  ผ่อนคลาย  ไร้แรงเกร็ง แต่มั่นคง   เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว  ความยืดหยุ่นสูง     ดังนั้น  การทำให้ส่วนต่างๆของร่างกายให้เหมือนเด็ก  ให้มีความยืดหยุ่นมากที่สุด    จะช่วยในการฝึกไท้เก๊กได้เป็นอย่างดี

 

            13 การปล่อยให้ข้อต่อ 13 ข้อต่อ ผ่อนคลาย  มีความอิสระจากกัน      คือ   ข้อต่อ ที่ คอ 1, ไหล่ 2, ข้อศอก 2 .  กระดูกเชิงกราน 2 , เข่า 2 , ข้อเท้า 2   รวม 13 ข้อต่อ     ต้องฝึกให้แต่ละส่วนปล่อยว่าง  ผ่อนคลาย     มีอิสระ   เคลื่อนไหว  คล่องแคล่ว     จะช่วยให้การฝึกไท้เก๊ก มีพลัง    มีการเคลื่อนไหวและการทรงตัวที่มั่นคง

          

           14  ตันเถียน   ป็นจุดเก็บสะสมพลัง    อยู่ต่ำกว่าสะดือ ลงไป 2 นิ้วมือ        พลังลมปราณที่เกิดจาการฝึกไท้เก๊ก  จะถูกนำมาเก็บไว้ที่จุดนี้    การเก็บพลังและการดึงพลังออกมาใช้   กำหนดโดยจิตไปยังที่ต้องการ      พลังจะถูกนำไปใช้ตามที่จิตกำหนด         หลักในการฝึก ตันเถียน   จะต้อง แขม่วท้อง  หายใจเข้า   ม้วนก้นเล็กน้อย  ใช้จิตกำหนดให้ พลังลมปราณ( ชี่ ) ไหลไปรวมเก็บไว้ที่ ตันเถียน  

              อาจารย์ ไท้เก๊กอีกท่านหนึ่ง คือ  ท่านอาจารย์  ซู จื้อ ฟาง   ( 蘇自芳         Su  Zi  Fang   )         ผู้ได้รับฉายาว่า ราชินีเหรียญทอง    ซึ่งเคยมาถ่ายทอดสอนไท้เก๊กให้กับ ชาวหาดใหญ่ เมื่อ ปี 1993 - 1994      ท่าน ได้กลับมาเยี่ยมเยือน ชาวไท้เก๊ก ที่หาดใหญ่ อีก ครั้ง เมื่อ ปี  2009   ท่านก็ได้กรุณาให้หลักการไว้  

 

ท่านอาจารย์ ซู จื้อ ฟาง ( 蘇自芳  老師    Master Su  Zi  Fang ) ราชินีเหรียญทองไท้เก๊ก เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่  11 ปี (1990)  เมื่อคราวมาเยี่ยมหาดใหญ่ เมื่อ 28 กพ.2009

ท่านอาจารย์  ซู จื้อ ฟาง    และ บุตรชาย  เจ้า หยินถ่ายรูปร่วมกับ คุณลีลาวรรณ และคุณวิบูลย์ จารุวงศ์วัฒนา เมื่อปี 2009

 

โดยให้ยึดคำ  4  ประโยค ตือ

1   ท่าทาง จะต้อง   ถูกต้อง
วิธี จะต้อง   ชัดเจน
เวลาออกกำลังกาย     ความปลอดภัยมาเป็นอันดับแรก
4   ทำย่างไร    จึงจะได้มี
จิตใจ และร่างกายที่สมบูรณ์

ข้อ สำคัญ   3 ประการ  คือ


1
ทิศทางชัดเจน


2 ต้องหาความ
สมดุลของร่างกาย จุดยืนควรให้ถูกต้อง


3 หาความสมดุล  หรือ ศูนย์    จึงจะ  เกิด  ฺ
Balance   


           การรำ  ต้องมีจินตนาการ    ต้อง รู้ไขข้อ    ตั้งท่าให้ถูกต้อง     ต้องหาศูนย์ให้ถูกต้อง   ไม่มีศูนย์ จะหาความสมดุลไม่ได้


เมื่อเริ่มต้น ปล่อยว่าง  ให้ศูนย์ยืนอยู่ได้  หาศูนย์ให้ถูกต้อง  ต้องตรง   ไขข้อปล่อยว่าง    จะไปซ้าย มองขวาก่อน   จะไปขวามองซ้ายก่อน


มีกำลังเท่าไหร่ อย่าใช้ให้เกิน     ไม่เกินกำลังจะปลอดภัย       ต้องผ่อนคลายที่เอว ที่ไหนหนักเบา จะต้องสังเกต  ตุ ต้องชัดเจน

ควรรู้ว่าอันไหนควรหนัก อันไหนควรเบา    รู้ว่าช่วงไหนเร็ว   ช่วงไหนช้า    อาศัยพื้น เพื่อเป็นฐานในการ ใช้กำลังของเรา    

เวลาไปข้างหน้า ข้างหลังดัน ข้างหน้าควบคุมอย่าให้เลยจุด  ต้องมีความพอดี

 


ระดับฝีมือ 5 ขั้นของมวยไท้เก๊ก

ประพันธ์โดย  ตั่งเซียวอ๋วง (เฉินเสี่ยววั่ง)
เรียบเรียงโดย อ.เซียวหลิบงั้ง 


ขั้นที่ 1

-การฝึกมวยไท้เก๊กต้องให้ร่างตั้งตรง , ให้พลังบนกระหม่อมเบาว่อง , ผ่อนคลายหัวไหล่ถ่วงศอก , เก็บอกเอวตรง , เปิดสะโพกงอเข่า ฝึกจนพลังเคลื่อนต่ำลงและจมลงที่ตังชั้ง(ตันเถียน) 

-ผู้ที่เริ่มฝึกฝนยังไม่สามารถที่จะควบคุมหลักสำคัญเหล่านี้ได้หมด ต้องฝึกจากท่าเดี่ยวๆ เพื่อกำหนดทิศทาง , แง่มุม, ตำแหน่ง , ทิศทางการเคลื่อนของมือและเท้าให้ได้ ดังนั้น ในขั้นนี้ยังอย่าเพิ่งเน้นในเรื่องหลักของร่างกายมากเกินไป ควรเป็นไปแบบง่าย ๆ เช่น ศีรษะและร่างกายส่วนบนต้องมี ฮือเล้งเตงแก่ (พลังบนกระหม่อมเบาว่อง) , เก็บอกเอวตรง ในขั้นที่ 1 นี้เพียงต้องการให้ศีรษะตั้งตรงแบบธรรมชาติ , ร่างกายตั้งตรง , ไม่เอนไปข้างหลังหรือก้มไปข้างหน้า , ไม่เอียงซ้ายหรือเอียงขวาก็ใช้ได้แล้ว -เวลาฝึกมวยดูที่ร่างกายและแขนขา การเคลื่อนไหวแข็งกระด้าง , แข็งนอกในกลวง , มีการตีเร็ว พุ่งเร็ว,ขึ้นเร็ว , ลงเร็ว, มีพลังขาด , มีการค้ำ เหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เพียงต้องการให้มุ่งมั่นในการฝึกฝนทุก ๆ วัน โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณครึ่งปี ก็จะคุ้นเคยกับท่ามวยทำให้การเคลื่อนไหวพัฒนาคุณภาพดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถค่อย ๆ ชักนำลมปราณในร่างกายให้เคลื่อนไหวตามร่างกายและแขนขาได้ ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ขั้นตอนของท่าร่างภายนอกชักนำลมปราณภายในได้ เมื่อชำนาญมากขึ้นยังสามารถค่อย ๆ เข้าสู่วิถีแห่งแรงรู้ได้ นี่คือฝีมือขั้นที่ 1
-ในขั้นนี้ ความสามารถในการใช้ต่อสู้ยังจำกัดอย่างมาก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของร่างกายยังไม่สอดคล้องและรับกัน การเคลื่อนไหวยังไม่เป็นระบบ ท่าร่างยังไม่ได้มาตรฐานยังคงมีแรงกระด้างอยู่ , มีพลังขาด , แรงทิ้ง(ห่าง) , แรงค้ำ ท่ามวยยังมีจุดที่ยุบและนูนลมปราณภายในเพิ่งจะมีความรู้สึกได้ ไม่สามารถให้ลมปราณเคลื่อนอย่างปลอดโปร่งจนสามารถส่งพลังออกไปได้ พลังนั้นไม่ได้ขึ้นมาจากเท้าที่หยั่งรากขึ้นมาสู่ขา,ควบคุมโดยเอว แต่เป็นไปโดย เป็นพลังที่ไม่ได้รับมาเป็นทอด    แต่เป็นการกระโดดจากข้อต่อหนึ่งสู่อีกข้อต่อหนึ่ง ดังนั้นในขั้นที่ 1 นี้ยังไม่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้

 -ถ้าหากเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ฝึกยุทธ์ ย่อมคล่องแคล่วกว่า  ถึงแม้ว่าท่วงท่ายังไม่ปราดเปรียว แต่พอรู้หลักการผ่อนแรงและทำให้คู่ต่อสู้เสียหลักอยู่บ้าง จึงทำให้มีบางครั้งสามารถตีคู่ต่อสู้ได้  แต่ตัวเองก็ยังยากที่จะสามารถรักษาความสมดุลของร่างกายไว้ได้ ดังนั้นจึงเรียกขั้นนี้ว่า " 1 หยิน 9 หยาง  เหมือนท่อนไม้ "

 -อะไรคือหยิน หยาง(อินหยาง) ในหลักของมวยไท้เก๊ก                  ว่าง คือหยิน   ,  เต็ม คือ หยาง , รวมคือ หยิน , แยก คือ หยาง , หยุ่น คือ หยิน , แกร่ง คือ  หยาง

 หยินและหยางคือสิ่งตรงกันข้ามที่เป็นสหภาพกัน  ขาดอย่างหนึ่งไม่ได้  สองสิ่งนี้ต้องผสมผสานเข้าด้วยกัน  เอาสองอย่างนี้( หยินหยาง) มาแบ่งเป็น 10 ส่วน ฝึกจนถึงขั้น หยินหยางได้ดุลยภาพ กล่าวคือ หยิน 5 ส่วน และหยาง 5 ส่วน นี่คือฝึกฝนได้จนบรรลุความสำเร็จที่มาตรฐาน  

ขั้นที่ 1 นี้ " 1 หยิน  9 หยาง " แกร่งมากหยุ่นน้อย  หยินหยางขาดดุลยภาพ ไม่สามารถใช้(ต่อสู้)ได้ดังใจนึก ดังนั้นผู้ฝึกที่อยู่ช่วงขั้นที่ 1 นี้อย่าเพิ่งไปสนใจกับการใช้ต่อสู้



ขั้นที่ 2

-ตั้งแต่ปลายขั้นที่ 1 จนถึงช่วงต้นของขั้นที่ 3 ผู้ฝึกเริ่มจะมีความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลมปราณภายใน นี่คือขั้นที่ 2 ในขั้นนี้สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาคือ ในขณะฝึกฝนสามารถที่จะขจัดความกระด้างของร่าง , การทิ้ง , การค้ำ , ความไม่กลมกลืนของท่าได้  ทำให้ลมปราณภายในสามารถโคจรได้อย่างเป็นแบบแผน ภายในและภายนอกสัมพันธ์กัน  หลังจากสำเร็จขั้นที่ 1 มาแล้ว  แม้ว่าจะคุ้นเคยกับหลักพื้นฐาน ของการฝึกฝนท่วงท่า มีความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลมปราณ แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนของลมปราณในร่างกายได้ ซึ่งมีอยู่ 2 สาเหตุ

-สาเหตุแรก คือ ยังไม่สามารถควบคุมองค์ประกอบของร่างกายในส่วนต่าง ๆ ให้เป็นมาตรฐานได้ เช่น เก็บอกเกินไปจนทำให้เอวงอหลังโกง เอวตรงเกินไปจนทำให้ก้นยื่นและอกเบ่งออก ด้วยเหตุนี้จำต้องพัฒนาอีกขั้นอย่างเข้มงวดให้สามารถควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เป็นแบบแผนที่แน่นอน แก้ไขส่วนที่ขัดแย้งกันเองให้เป็นหนึ่งเดียว จนถึงขั้นสัมพันธ์กันทั้งร่างกาย (สัมพันธ์มีสัมพันธ์ภายในและสัมพันธ์ภายนอกสัมพันธ์ภายในมี-จิตกับความตั้งใจสัมพันธ์,ลมปราณกับพลังสัมพันธ์ , เอ็นกับกระดูกสัมพันธ์ สัมพันธ์ภายนอกมี-มือกับเท้าสัมพันธ์ , ศอกกับเข่าสัมพันธ์ , ไหล่กับสะโพกสัมพันธ์ ) ทั้งภายในและภายนอก แยกพร้อมกัน ในแยกมีรวมอยู่ด้วยกัน , ในรวมมีแยก หนึ่งรวมหนึ่งแยก แยกและรวมรับกัน

-สาเหตุที่ 2 คือ ในเวลาฝึกฝนมักจะเกิดการเอาใจใส่ในส่วนหนึ่งแต่ขาดการเอาใจใส่ในส่วนอื่น กล่าวคือในการเคลื่อนไหวหนึ่ง มีส่วนหนึ่งของร่างกายเคลื่อนไหวเร็วกว่า ผ่านไปแล้วเกิดแรงค้ำ อีกส่วนของร่างกายช้ากว่ายังไม่ถึงเกิดการทิ้งขาดช่วง ทั้ง 2 สาเหตุนี้ เป็นการละเมิดกฎเกณฑ์การเคลื่อนไหว ของมวยไท้เก๊ก   จุดสำคัญของมวยไท้เก๊ก  

คือ ในการเคลื่อนไหวหนึ่ง ๆ จะไม่ทิ้ง ตี่ซีแก่(ฉันซือจิ้ง) ในทฤษฎีมวยกล่าวไว้ว่า " ฉันซือจิ้ง มีต้นกำเนิดจากไต มีอยู่ในทุกส่วน(ของร่างกาย) ไม่มีเวลาไหนที่ไม่มี(ฉันซื้อจิ้ง) " ในแนวทางการฝึกมวยไท้เก็กอย่างเข้มงวดเพื่อบรรลุถึงฉันซื้อจิ้ง จุดสำคัญอยู่ที่ผ่อนคลายหัวไหล่ถ่วงศอก , เก็บอกเอวตั้งตรง, เปิดสะโพกงอเข่า เป็นต้น ใช้เอวเป็นแกนกลางข้อต่อแต่ละข้อรับกันเป็นช่วง ๆ มือหมุนเข้าข้างในใช้มือนำศอก, ใช้ศอกนำไหล่ , ใช้ไหล่นำเอว (แต่แท้จริงแล้วเอวยังคงเป็นหมุนหลักอยู่ดี) -เวลามือหมุนออกข้างนอกใช้เอวผลักดันไหล่ , ใช้ไหล่ผลักดันศอก , ใช้ศอกผลักดันมือ ก่อให้เกิดการหมุนบิดของแขน และการหมุนบิดของขาเกิดการหมุนบิดของเอวและหลัง 3 ส่วน สัมพันธ์กันก่อให้เกิดการหยั่งรากที่เท้า ควบคุมด้วยเอวและรูปลักษณ์ที่นิ้วมือ ซึ่งมีการบิดเกลียวส่งมาเป็นทอด ๆ ในขณะที่ฝึกมวย ถ้าหากรู้สึกว่ามีส่วนใดของร่างกายไม่ถูกต้อง หรือไม่มีพลัง ก็ให้ปรับเรื่องของฉันซือจิ้งในส่วนของเอวและขาก็จะแก้ไขได้ ดังนั้น การระมัดระวังและสนใจหลักสำคัญของร่างกาย ช่วยให้ตลอดร่างสัมพันธ์กัน -การควบคุมหลักของฉันซือจิ้ง คือ หลักการในการฝึกในขั้น 2 เพื่อขจัดสิ่งขัดแย้งกันเองในร่างกายออกไป

-ในตอนกลางของขั้นที่ 1  ผู้ฝึกเริ่มการฝึกท่ามวยหลังจากคุ้นเคย และชำนาญในท่ามวย จะสามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของลมปราณภายในร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เพลิดเพลินอย่างยิ่ง ไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่าย 

-แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ฝีมือขั้นที่ 2  ถึงตอนนั้นจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ ในขณะเดียวกันก็มักจะเกิดการเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เข้ายึดถือในสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ฝึกจนเกิดการผิดเพี้ยนอย่างมาก หรือมีบางคราวฝึกแล้วรู้สึกว่าราบรื่นอย่ายิ่ง รู้สึกถึงพลังแต่พอถึงเวลาผลักมือกลับใช้ไม่ออก เป็นสาเหตุให้เกิดความหงุดหงิด กลุ้มใจขาดความมั่นใจ และพาลเลิกเสียกลางคัน จึงต้องอาศัยจิตใจที่สู้ไม่ถอยเท่านั้น โดยทั่วไปต้องใช้เวลา 4 ปี จึงจะสำเร็จฝีมือในขั้นที่ 2 บรรลุถึงระดับพลังเดินทะลุทะลวงทั่วร่าง ถึงเวลานั้นความมันใจเต็มร้อยยิ่งฝึกยิ่งเพลิดเพลินถึงขั้นเลิกไม่ได้แล้ว

-ในการใช้ต่อสู้   ฝีมือช่วงต้นขั้นที่ 2 กับขั้นที่ 1 มีผลเช่นเดียวกัน ใชัจริงไม่ค่อยได้ผล ในตอนปลายขั้นที่ 2 ซึ่งใกล้จะเข้าขั้นที่ 3 แล้ว การใช้ต่อสู้เริ่มมีผลแล้ว ส่วนช่วงกลางของขั้นที่ 2 การใช้ต่อสู้เป็นดังต่อไปนี้ การฝึกมวยและการผลักมือเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก เวลาฝึกมวยมีปัญหาเช่นไร เวลาผลักมือย่อมพบปัญหาเช่นนั้น

 -สิ่งสำคัญของมวยไท้เก๊ก คือ ตลอดทั่วร่างทำงานสัมพันธ์กัน ต้องไม่เคลื่อนไหวส่งเดช สะเปะสะปะ สิ่งสำคัญเวลาผลักมือคือ " เพ้งลี่จี่อั่ง (เผิง ลวี่ จี่ อั้น) ต้องจำให้แม่น , บนล่างสัมพันธ์กัน  ผู้อื่นอยากจะบุก , ถ้าเขาใช้พลังมาตีฉัน , นำเขาให้เคลื่อนใช้สี่ตำลึงปัดพันชั่ง "    

-การฝึกพลังฝีมือขั้นสองนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังแล่นทั่วร่าง , ปรับท่าร่างให้ถูกต้อง, บรรลุถึงขั้นการส่งพลังรับกันเป็นทอด ๆ หมายถึงการแก้ไขท่าร่างที่สะเปะสะปะรำแบบส่งเดช เนื่องจากเวลาผลักมือ ยังไม่สามารถควบคุมฝ่ายตรงข้ามได้ดังใจ คู่ต่อสู้ยังสามารถมองหาจุดอ่อนได้ หรือพยายามล่อหลอกให้คุณเกิดจุดบกพร่อง คือ เต้ง (ติ่ง-ค้ำ) , ปิ้ง (เปี่ยน-แบน) , ติว (ติว-ทิ้งห่าง) , ขั่ง (คั่ง-ต้าน) จนสามารถเอาชนะคุณได้   เพราะว่า เมื่อเวลาที่ผลักมือคู่ต่อสู้บุกเข้ามาใช้จุดอ่อนของคุณ ให้เป็นประโยชน์ทำให้คุณเสียสมดุล หรือบังคับให้ต้องก้าวถอยแล้วใช้กำลังของคุณเพื่อแก้ไขการบุกเข้ามานั้น 

-สรุปคือ พลังฝีมือในขั้นที่ 2 ไม่ว่าจะบุกเข้ากระทำหรือจะแก้ไขการจู่โจม เป็นการกระทำแบบฝืน ๆ และมักจะเป็นไปในลักษณะลงมือก่อนย่อมเป็นต่อ (ซึ่งผิดหลักของมวยไท้เก๊ก) ในช่วงนี้ยังไม่สามารถถึงจุด ที่เรียกว่า ทิ้งตนเองเข้าร่วมกับผู้อื่น , อาศัยจังหวะในการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะสามารถแก้ไขการบุกได้   แต่ยังคงปรากฏจุดบกพร่องในเรื่องของค้ำ,แบน,ทิ้งห่าง และต้าน ด้วยเหตุนี้ในยามผลักมือไม่สามารถใช้เพ้ง,ลี่,จี่,อั่ง ให้เหมาะสมกับโอกาสได้ จึงเรียขั้นนี้ว่า "2 หยิน 8 หยาง มือสับสน "



ขั้นที่ 3

-"คิดจะฝึกมวยให้ดีได้ ต้องฝึกให้วงเล็กลง" การฝึกมวยไท้เก๊กตามขั้นคือ จากวงใหญ่สู่วงกลาง , จากวงกลางสู่วงเล็ก , จากวงเล็กสู่ไม่มีวง ที่เรียกว่า "วง" ไม่ได้หมายถึง วงของการเคลื่อนมือและเท้า แต่หมายถึงการโคจรของลมปราณภายใน พลังฝีมือขั้นที่ 3 เป็นขั้นของ "จากวงใหญ่สู่วงกลาง" คัมภีร์ไท้เก๊ก กล่าวไว้ว่า "จิตและลมปราณ คือ นาย เนื้อและกระดูกคือบ่าว" 
   ดังนั้น การฝึกมวยไท้เก๊กจึงต้องเน้นในการ ใช้จิต 

-เมื่อตอนอยู่ในขั้นที่ 1  ความคิดและพลังความตั้งใจ (จิต) อยู่ที่การฝึกฝน และควบคุมท่าทางภายนอก ของมวย 

-เมื่อมาขึ้นที่ 2 เป็นการใช้จิต เพื่อตรวจสอบและแก้ไขในการเคลื่อนไหวของแขนขา และร่างกายทั้งภายนอกและภายในที่ไม่ถูกต้องขัดแย้งกันเอง    เพื่อให้บรรลุถึงลมปราณที่ทะลุทะลวงทั่วร่าง-เมื่อเข้าสู่ฝีมือขั้นที่ 3 เนื่องจากลมปราณไหลเวียนไม่ติดขัดแล้ว จึงเน้นเรื่องการใช้จิตไม่ใช้กำลัง ,การเคลื่อนไหวเบาแต่ไม่ลอย ,จมแต่ไม่แข็งกระด้าง, ให้หยุ่นนอกแกร่งใน , ในหยุ่นแฝงความแกร่ง ,ตลอดร่างสัมพันธ์กัน , ไม่มีการเคลื่อนไหวที่สะเปะสะปะ แต่ต้องไม่คอยพะวง ว่าลมปราณจะเคลื่อนในร่างกายอย่างไร จนละเลยในท่วงท่า มิฉะนั้นแล้วจะก่อให้เกิดการเบลอของจิต ส่งผลไม่เพียงแต่ ลมปราณจะเคลื่อนไม่คล่องแล้วยังส่งผลเสียให้ท่าร่างและลมปราณกระจายไม่รวมตัว ดังคำกล่าวว่า "อยู่ที่สติไม่ใช่อยู่ที่ลมปราณอยู่ที่ลมปราณย่อมฝืด" 

-ในช่วงระดับฝีมือขั้น 1 และ ขั้น 2 ถึงแม้ว่าท่ามวยจะชำนาญแล้ว แต่ว่าภายนอกและภายใน ยังไม่รวมเป็นหนึ่งเดียว มีบางครั้งควรหายใจเข้า แต่เนื่องจากท่วงท่ายังแข็งกระด้างทำให้หายใจเข้าไม่เต็ม , ที่ควรหายใจออก   เนื่องจากภายนอกและภายในไม่สัมพันธ์ ทำให้หายใจออกไม่หมด ดังนั้นยามฝึกมวยต้องหายใจ ให้เป็นธรรมชาติเมื่อเข้าสู่ ระดับฝีมือขึ้นที่ 3 ท่วงท่าค่อนข้างกลมกลืน ภายนอกและภายในโดยพื้นฐานสัมพันธ์กัน โดยทั่วไปลมหายใจ และท่วงท่าผสาน กันได้ดีและเป็นธรรมชาติแต่กับท่าร่างที่รวดเร็ว,ซับซ้อนและละเอียดยังต้องอาศัยการเอาใจใส่ลมหายใจมากขึ้นเพื่อให้ผสาน กับท่าร่าง เพื่อให้ก้าวขึ้นอีกระดับหนึ่งของการผสานลมหายใจกับท่าร่างให้เป็นหนึ่งเดียวจนบรรลุถึงความเป็นธรรมชาติ
-ฝีมือขั้นที่ 3 นี้ สามารถควบคุมกฎเกณฑ์สำคัญของมวยไท้เก๊กได้ทั้งภายนอกและภายใน มีความสามารถในการแก้ไขจุดบกพร่อง ให้ดีขึ้นด้วยตนเอง ท่วงท่าเป็นไปแบบสบาย ๆ ลมปราณภายในอยู่ในเกณฑ์สมบูรณ์ มาถึงตอนนี้เพื่อก้าวหน้าต่อไป ต้องทำความเข้าใจความหมายในการต่อสู้ของท่ามวยและหลักการใช้, ต้องฝึกผลักมือให้มาก, ตรวจสอบท่ามวย, พลังภายในและ การออกพลัง , รวมทั้งประสิทธิภาพในการสลายพลัง ถ้าหากว่าท่ามวยสามารถรับแรงต้านในเวลาผลักมือได้ นั่นย่อมหมายถึง สามารถควบคุมหลักสำคัญของท่ามวยได้แล้ว ก้าวอีกขึ้นหนึ่งคือจะต้องเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองให้เต็มร้อย ตอนนี้ควรฝึกอย่างอื่นเสริมอีก เช่น ดาบ,กระบี่,ทวน,พลอง เป็นต้น -รวมทั้งฝึกการออกพลังของท่าเดี่ยวใช้เวลาฝึกในลักษณะนี้ 2 ปี โดยทั่วไปก็จะเข้าสู่ระดับฝีมือในขั้นที่ 4   ถึงแม้ฝีมือในขึ้นที่ 3 ลมปราณจะโคจรปลอดโปร่ง ท่วงท่าค่อนข้างกลมกลืน ไม่รับแรงกระทำจากภายนอก ในสถานะที่ฝึกฝนตัวคนเดียวสามารถทำให้ภายนอกและภายในสัมพันธ์เป็นหนึ่งได้ แต่ว่าในด้านลมปราณยังคงอ่อนอยู่ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในที่สัมพันธ์กันยังไม่ดีนัก ดังนั้นในการผลักมือและการใช้ต่อสู้ ถ้าพบกับคู่ต่อสู้ที่ช้ากว่าพลังน้อยกว่า บุกเข้ามาตนเองสามารถใช้หลักสละตนเอง เข้าร่วมกับผู้อื่นได้ , อาศัยจังหวะที่เหมาะสมมาเปลี่ยนแปลง , ใช้ท่วงท่าให้เป็นต่อ ,ใช้สี่ตำลึงปัดพันชั่งได้ , หลบจุดแข็งเข้า ทำจุดอ่อนได้แบบสบาย แต่พอพบคู่ต่อสู้ที่แกร่งกว่าจะพบว่า เผ่งแก่ (เผิงจิ้ง) ไม่สมบูรณ์ ถูกกดดันจากฝ่ายตรงข้าม ไม่สามารถ เคลื่อนไหวได้ดังใจนึก อีกทั้งยังไม่สามารถทำตามหลัก "ออกมือ(คู่ต่อสู้)ไม่เห็นมือ,(คู่ต่อสู้)เห็นมือ(ก็)ไม่สามารหลบได้แล้ว  " การนำแรงและการทำให้คู่ต่อสู้ล้มหรือกระเด็นมักจะเกิดอาการกระด้างและฝืน ดังนั้นจึงเรียกขั้นนี้ว่า " 3 หยิน 7 หยาง  รู้สึกยังกระด้างอยู่"



ขั้นที่ 4

-ฝีมือขั้นที่ 4 เป็นระดับที่พัฒนาจากวงกลางไปสู่วงเล็ก ฝีมือเข้าสู่ระดับสูงใกล้จะสำเร็จแล้ว ฝึกได้ครบทั้ง วิธีการฝึกฝนทั้งระบบ , จุดสำคัญของท่วงท่า , แนวทางการต่อสู้ , ลมปราณที่โคจร , สิ่งที่ต้องระมัดระวัง , ลมหายใจ กับท่าร่างผสานกัน เป็นต้น 

-แต่การฝึกฝนยังต้องสนใจในเรื่องการร่ายรำต้องมีจิตในเรื่องของการต่อสู้ กล่าวคือ   ต้องสมมติว่า มีคู่ต่อสู้รายล้อมอยู่ กระบวนท่าต่อกระบวนท่าต่อเนื่องกันไป ทั้งรับทั้งบุกให้ลมปราณรั้งเข้าปล่อยออก ในยามฝึก "ไม่มีคนเหมือนมีคน " ดังหนึ่งพบคู่ต่อสู้จริง ,ยังต้องปลูกฝังถึงเรื่อง "ขวัญยิ่งกล้า ใจต้องยิ่งสุขุม" , และยังต้องฝึกถึง "มีคนเหมือนไม่มี" สาระทั่วไปในการฝึกยังคงเหมือนกับ ขั้นที่ 3 ขอเพียงไม่เกียจคร้าน    โดยปกติใช้เวลา 3 ปี ก็จะเข้าสู่ฝีมือขั้นที่ 5 

-ส่วนทางด้านการต่อสู้ ฝีมือในขั้น 4 แตกต่างกับ ฝีมือขั้นที่ 3 ห่างไกลกันมาก ฝีมือขั้นที่ 3 เป็นการสลายพลังและการบุกของคู่ต่อสู้ แก้ไขจุดขัดแย้งในตัวเอง   สามารถสลายพลัง และท่าร่างแล้วยังตีกลับคืนได้ 

-เหตุผล คือ พลังภายในสมบูรณ์แล้ว จิตและพลังเปลี่ยนแปลงได้ว่องไว , ตลอดทั้งร่างสัมพันธ์กันเป็นระบบอยู่ในเกณฑ์ดี จึงเป็นการง่ายดาย ที่จะสลายพลังที่บุกมา ปรากฏให้เห็นถึงการคล้อยตามการเคลื่อนไหวของผู้อื่น แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางไม่ทิ้งห่างไม่ค้ำ ภายในสมบูรณ์ทุก ๆ การเคลื่อนไหว  จิตควบคุมต่อสู้ การเคลื่อนไหวเล็ก การปล่อยพลังเข้มแข็งแม่นยำ จึงเรียกขั้นนี้ว่า " 4 หยิน 6 หยางมือดี "



ขั้นที่ 5

-ฝีมือขั้นที่ 5 จากวงเล็กไปสู่ไม่มีวง , มีรูปลักษณ์คืนสู่ไร้ลักษณ์ ช่วงปลายขั้นที่ 5 ท่าทางลื่นไหลอย่างมาก พลังภายในเต็มร้อย แต่ยังต้องฝึกฝนให้ช่ำชองและเข้าถึงแก่นยิ่งขึ้น การเสียเวลาฝึกฝน 1 วัน  ย่อมปรากฏผลสำเร็จของ 1 วัน  ร่างกายจะเบาคล่อง การเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สิ้นสุด ภายในร่างเต็มและว่าง  มีการเปลี่ยนไปมาตลอด

 มองจากภายนอกไม่เห็น นี่คือการฝีมือ ขั้นที่ 5 ในการใช้ต่อสู้บรรลุถึงอ่อนหยุ่นและแกร่งกร้าวเสมอกัน , มีสปริง , ตลอดทั้งร่างกายทุกส่วน คือไท้เก๊ก หนึ่งเคลื่อนหนึ่งสงบรวมอยู่ด้วยกัน ทุก ๆ ส่วนของร่างกาย มีสัมผัสที่ว่องไว ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ไม่เหมือนมือ      (คู่ต่อสู้)แตะถูกส่วนไหนก็ใช้ส่วนนั้นตี การสะสมพลังและปล่อยพลังเปลี่ยนแปลงไปมา ค้ำยันแปดทิศ จึงกล่าวว่า   "หากมี 5 หยิน เท่ากับ 5หยาง       หยินหยางสมบูรณ์เรียกว่า มือวิเศษ    มือวิเศษหนึ่งการเคลื่อนไหวคือ หนึ่งไท้เก๊ก

 

 

                             หลักการทั้งหมด นี้     ถ้าผู้ฝึกไท้เก๊ก ได้ หมั่นศึกษาค้นคว้า   หมั่นฝึกฝนสม่ำเสมอเป็นเวลานาน      จะสามารถรับรู้ถึงพลังจากภายในร่างกาย        และพลังนี้จะเพิ่มพูนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้สุขภาพแข็งแรง   มีอายุยืนยาว

 วิบูลย์ จารุวงศ์วัฒนา .............. เรียบเรียง

ชมรมไท้เก๊กเทศบาลนครหาดใหญ่

 

  

 

 

 

合艾市政府太极拳

ชมรมไท้เก๊กเทศบาลนครหาดใหญ่